ทำงานกับเครื่องอบฆ่าเชื้อ EO Gas ควรตรวจเลือดอะไรบ้าง?

ทำงานกับเครื่องอบฆ่าเชื้อ EO Gas ควรตรวจเลือดอะไรบ้าง?

หนึ่งในคำถามที่ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยจ่ายกลาง (CSSD) มักสอบถามกัน คือ

“เจ้าหน้าที่ที่ทำงานกับเครื่องอบฆ่าเชื้อด้วย Ethylene Oxide หรือ EO Gas ควรเจาะเลือดตรวจหาสารอะไรบ้าง?”

คำถามนี้มีประเด็นสำคัญที่ควรทำความเข้าใจก่อนครับว่า

การเฝ้าระวังสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานที่สัมผัส Ethylene Oxide (EO/EtO) ไม่ได้หมายถึงการเจาะเลือดเพื่อ “หา EO ในเลือด” เป็นประจำ

แต่ควรมองในภาพใหญ่ของ Medical Surveillance Program หรือระบบเฝ้าระวังสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานที่อาจได้รับสัมผัส EO

 


EO Gas มีความสำคัญต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานอย่างไร?

Ethylene Oxide หรือ EtO/EO เป็นสารที่ถูกนำมาใช้ในการทำให้ปราศจากเชื้อสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์บางประเภท โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ไม่สามารถทนต่ออุณหภูมิสูงได้

อย่างไรก็ตาม EO เป็นสารที่ต้องควบคุมการสัมผัสของผู้ปฏิบัติงานอย่างจริงจัง

ดังนั้น โรงพยาบาลที่ยังมีการใช้เครื่องทำให้ปราศจากเชื้อด้วย EO จึงไม่ควรมองเฉพาะประสิทธิภาพของกระบวนการทำให้ปราศจากเชื้อเท่านั้น แต่ต้องมีระบบด้าน Occupational Safety สำหรับผู้ปฏิบัติงานควบคู่กันด้วย

 

แล้วผู้ปฏิบัติงานกับ EO ควรตรวจเลือดอะไร?

ตาม OSHA 29 CFR 1910.1047 เรื่อง Ethylene Oxide การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่กำหนดเป็นหลักสำหรับ Medical Surveillance คือ

Complete Blood Count — CBC

โดยอย่างน้อยควรประกอบด้วย

1. White Blood Cell Count (WBC)

ตรวจจำนวนเม็ดเลือดขาว

2. Differential White Blood Cell Count

ตรวจแยกชนิดของเม็ดเลือดขาว

3. Red Blood Cell Count (RBC)

ตรวจจำนวนเม็ดเลือดแดง

4. Hemoglobin (Hb)

ตรวจระดับฮีโมโกลบิน

5. Hematocrit (Hct)

ตรวจสัดส่วนปริมาตรเม็ดเลือดแดง

โดย OSHA ได้อธิบายไว้ว่า CBC เป็น Mandatory Laboratory Test หลักที่กำหนดไว้ใน EtO Standard

ส่วนการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ สามารถพิจารณาเพิ่มเติมได้ตามประวัติสุขภาพ ลักษณะการสัมผัส อาการของผู้ปฏิบัติงาน และดุลยพินิจของแพทย์

________________________________________

แล้วต้องตรวจ Liver Function หรือ Kidney Function หรือไม่?

คำถามที่ตามมาบ่อยคือ

ต้องตรวจ AST, ALT, BUN, Creatinine หรือไม่?

การตรวจเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพของโรงพยาบาล หรือแพทย์อาจพิจารณาให้ตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

แต่หากถามเฉพาะว่า

“OSHA กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงาน EO ต้องตรวจรายการเหล่านี้เป็น Routine Laboratory Test หรือไม่?”

คำตอบคือ ไม่ได้เป็นรายการตรวจ Routine ที่ OSHA EtO Standard กำหนดไว้โดยเฉพาะ

ดังนั้น ไม่ควรสร้างรายการตรวจจำนวนมากขึ้นมาเอง แล้วเรียกทั้งหมดว่าเป็น “การตรวจเลือดสำหรับ EO”

ควรให้แพทย์อาชีวเวชศาสตร์เป็นผู้พิจารณาตาม Exposure Risk และ Clinical Indication ของผู้ปฏิบัติงานแต่ละราย

________________________________________

แล้วสามารถเจาะเลือดตรวจหา EO โดยตรงได้หรือไม่?

นี่เป็นอีกประเด็นที่มักเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

ในทางวิทยาศาสตร์มี Biomarker of Exposure ที่สามารถสะท้อนการได้รับ Ethylene Oxide ได้ เช่น

EO–Hemoglobin Adduct

โดยหนึ่งใน biomarker ที่มีการศึกษาคือ Hydroxyethylvaline (HOEtVal)

นอกจากนี้ยังมี biomarker อื่น เช่น DNA adduct และสารเมแทบอไลต์ในปัสสาวะบางชนิด เช่น HEMA — S-(2-hydroxyethyl)mercapturic acid

แต่สิ่งสำคัญคือ

การตรวจ biomarker เหล่านี้ไม่ใช่ Routine Clinical Screening สำหรับเจ้าหน้าที่ CSSD ทั่วไป

ATSDR/CDC ระบุว่า การตรวจดังกล่าวไม่ได้เป็นการตรวจที่มีให้บริการทั่วไปในห้องปฏิบัติการเชิงพาณิชย์หรือสำนักงานแพทย์ทั่วไป

และที่สำคัญกว่านั้นคือ

ยังไม่มีระดับ EO ในเลือดที่สามารถนำมาใช้ตัดสินโดยตรงได้ว่า ระดับใดจะทำให้บุคคลนั้นเกิด adverse health effect หรือจะเกิดโรคมะเร็งจาก EO ในอนาคต

ดังนั้น หากถามว่า

“ทำงานกับเครื่อง EO ต้องเจาะเลือดหา EO ทุกปีหรือไม่?”

คำตอบคือ

ไม่ใช่การเจาะเลือดเพื่อหา EO โดยตรงเป็น Routine ครับ

สิ่งที่ควรดำเนินการคือ Medical Surveillance Program ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของผู้ปฏิบัติงาน

________________________________________

Medical Surveillance ไม่ควรมีเพียงการเจาะเลือด

นี่เป็นประเด็นที่ผมอยากเน้นมากที่สุดครับ

การดูแลผู้ปฏิบัติงานกับ EO ไม่ควรกลายเป็นเพียงว่า

“ปีนี้เจาะเลือดแล้วหรือยัง?”

เพราะ Medical Surveillance มีองค์ประกอบมากกว่านั้น

OSHA กำหนดให้มีการประเมินประวัติทางการแพทย์และประวัติการทำงาน รวมถึงการตรวจร่างกาย โดยให้ความสำคัญกับระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจาก EO เช่น

ระบบทางเดินหายใจ (Respiratory System)

ระบบโลหิต (Hematologic System)

ระบบประสาท (Neurologic System)

ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive System)

ดวงตา (Eyes)

และ

ผิวหนัง (Skin)

ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมควรเป็นการประเมินสุขภาพอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะผล CBC เพียงอย่างเดียว

________________________________________

ก่อนเริ่มทำงานกับ EO ควรมี Baseline

สำหรับผู้ปฏิบัติงานที่เข้าเกณฑ์ Medical Surveillance ควรมีข้อมูลสุขภาพพื้นฐานก่อนหรือเมื่อเริ่มปฏิบัติงาน

ตัวอย่างองค์ประกอบที่ควรพิจารณา ได้แก่

ประวัติการทำงานและการสัมผัสสารเคมี

ประวัติสุขภาพ

ประวัติหรืออาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ

ระบบประสาท

ระบบโลหิต

ระบบสืบพันธุ์

ดวงตา

และผิวหนัง

ร่วมกับการตรวจร่างกายและการตรวจ CBC ตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูล Baseline มีประโยชน์อย่างมาก เพราะช่วยให้แพทย์สามารถเปรียบเทียบกับข้อมูลสุขภาพในอนาคตได้

________________________________________

ระหว่างปฏิบัติงานควรทำอย่างไร?

ผู้ปฏิบัติงานที่เข้าเกณฑ์ Medical Surveillance ควรได้รับการติดตามสุขภาพตามระยะเวลาที่กำหนด

OSHA กำหนด Annual Examination สำหรับกลุ่มผู้ปฏิบัติงานที่เข้าเกณฑ์ Medical Surveillance ตาม EtO Standard

อย่างไรก็ตาม การกำหนดโปรแกรมของโรงพยาบาลควรพิจารณาร่วมกับแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ และอ้างอิงกฎหมายหรือข้อกำหนดที่ใช้บังคับในพื้นที่นั้นด้วย

________________________________________

ถ้าเกิด EO Leak หรือได้รับสัมผัสผิดปกติ ไม่ควรรอการตรวจประจำปี

กรณีเกิดเหตุการณ์ เช่น

EO รั่ว

เกิดการสัมผัสโดยไม่คาดคิด

ระบบระบายอากาศผิดปกติ

เกิด Emergency Exposure

หรือผู้ปฏิบัติงานมีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการสัมผัส EO

ไม่ควรรอจนถึงรอบตรวจสุขภาพประจำปี

แต่ควรเข้าสู่กระบวนการ Emergency Exposure Medical Evaluation และให้แพทย์ประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจอะไรเพิ่มเติมตามลักษณะและระดับของการสัมผัส

________________________________________

ผู้ปฏิบัติงานทุกคนที่อยู่ใกล้เครื่อง EO ต้องตรวจเหมือนกันหรือไม่?

ไม่ควรตีความเช่นนั้นครับ

ตาม OSHA 29 CFR 1910.1047 เกณฑ์ Medical Surveillance เชื่อมโยงกับระดับและระยะเวลาการสัมผัส

หนึ่งในเกณฑ์สำคัญคือผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับหรืออาจได้รับ EO ที่ระดับเท่ากับหรือมากกว่า

Action Level = 0.5 ppm เป็นค่าเฉลี่ยตลอด 8 ชั่วโมง (8-hour TWA)

เป็นเวลาอย่างน้อย 30 วันต่อปี

รวมถึงผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับสัมผัสจาก Emergency Situation

ดังนั้น โรงพยาบาลจึงควรทราบก่อนว่า

“ผู้ปฏิบัติงานได้รับ EO มากน้อยเพียงใด?”

และนี่นำไปสู่เรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าการเจาะเลือด

________________________________________

ตรวจเลือดปกติ ไม่ได้แปลว่าพื้นที่ทำงานกับ EO ปลอดภัย

นี่คือข้อความที่ผมอยากฝากไว้ครับ

ผล CBC ปกติ ไม่สามารถใช้ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับ EO หรือห้อง EO มีความปลอดภัย

และไม่ควรนำผลตรวจสุขภาพมาใช้แทนการประเมิน Exposure

สิ่งที่โรงพยาบาลควรให้ความสำคัญคือ

Occupational Exposure Monitoring

โดยเฉพาะการประเมินระดับ EO ในอากาศที่ผู้ปฏิบัติงานสัมผัสจริง รวมถึงบริเวณ Employee Breathing Zone

ร่วมกับระบบควบคุมทางวิศวกรรม เช่น

ระบบระบายอากาศ

Local Exhaust Ventilation

การตรวจสอบการรั่วของ EO

Work Practice Control

Personal Protective Equipment

Respiratory Protection ในกรณีที่เข้าเกณฑ์

รวมถึง Emergency Response Procedure

 

ดังนั้น หากถามว่า “ควรเจาะเลือดตรวจอะไร?” คำตอบคืออะไร?

ถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุด ผมจะตอบว่า

ผู้ปฏิบัติงานกับเครื่อง EO ไม่ได้ตรวจเลือดเพื่อหา EO เป็น Routine

การตรวจทางห้องปฏิบัติการหลักตาม OSHA EtO Standard คือ

Complete Blood Count (CBC)

ซึ่งอย่างน้อยประกอบด้วย

WBC และ Differential

RBC

Hemoglobin

และ Hematocrit

ส่วนการตรวจอื่น ๆ ให้พิจารณาตามประวัติ อาการ ระดับการสัมผัส และดุลยพินิจของแพทย์อาชีวเวชศาสตร์

และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การตรวจสุขภาพคือ

โรงพยาบาลต้องทราบระดับ EO ที่ผู้ปฏิบัติงานสัมผัสจริง

 

จาก “ตรวจเลือด” สู่ “ระบบความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน”

สำหรับผม ประเด็นนี้ไม่ควรจบอยู่ที่คำถามว่า

“ปีนี้ตรวจ CBC แล้วหรือยัง?”

แต่ควรถามต่อว่า

เรารู้หรือไม่ว่าเจ้าหน้าที่สัมผัส EO เท่าไร?

เคยทำ Personal Exposure Monitoring หรือไม่?

ระบบระบายอากาศและ Local Exhaust ยังทำงานตามที่ออกแบบไว้หรือไม่?

มีระบบตรวจจับหรือจัดการเมื่อ EO รั่วหรือไม่?

หากเกิด Emergency Exposure เรามี Protocol รองรับหรือไม่?

เพราะการเฝ้าระวังสุขภาพเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบเท่านั้น

แนวคิดที่เหมาะสมควรเป็น

Exposure Assessment → Engineering Control → Work Practice → Medical Surveillance → Emergency Response

ไม่ใช่

“เจาะเลือดปีละครั้ง = ปลอดภัย”

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

1. Occupational Safety and Health Administration (OSHA)

29 CFR 1910.1047 — Ethylene Oxide

https://www.osha.gov/laws-regs/regulations/standardnumber/1910/1910.1047

2. OSHA

29 CFR 1910.1047 Appendix C — Medical Surveillance Guidelines for Ethylene Oxide

https://www.osha.gov/laws-regs/regulations/standardnumber/1910/1910.1047AppC

3. OSHA

Medical Screening and Surveillance Requirements Guide

https://www.osha.gov/medical-surveillance/guide

4. Agency for Toxic Substances and Disease Registry (ATSDR/CDC)

Clinician Brief: Ethylene Oxide

https://www.atsdr.cdc.gov/environmental-medicine/hcp/clinician-briefs/ethylene-oxide.html

 ............................................................................

CSSD-gotoknow | Powered by Suvit NEXT

ความรู้ด้าน Sterilization, CSSD และ Healthcare Safety

ติดตามบทความเพิ่มเติมได้ที่

https://www.cssd-gotoknow.org/

#CSSDgotoknow #SuvitNEXT #CSSD #EthyleneOxide #EOGas #MedicalSurveillance #OccupationalSafety #Sterilization #HealthcareSafety #PatientSafety


ความคิดเห็น

◉ ดูสารบัญ เรียงตามหมวดหมู่กลุ่มเนื้อหา

กาวน์ห้องผ่าตัด3 ข่าว & อัพเดท CSSD5 ความปลอดภัยใน CSSD2 คุณภาพน้ำ(Water quality)19 คู่มือการ Reprocessing MDVs1 เครื่องฆ่าเชื้อ Sterilizers14 ตัวชี้วัดคุณภาพการทำให้ปราศจากเชื้อ10 ตู้เป่าแห้งอุปกรณ์การแพทย์1 นวัตกรรม ผลงานทางวิชาการ4 นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ1 น้ำในกระบวนการฆ่าเชื้อ6 น้ำยาทำลายเชื้อ Disinfectant10 มาตรฐานการทำลายเชื้อการทำให้ปราศจากเชื้อ 202113 มาตรฐานที่เกี่ยวกับ CSSD8 มาตรฐานระบบอากาศใน CSSD3 มาตรฐานแสงสว่าง1 เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง7 โรงพยาบาลในประเทศไทย3 วัสดุ Lint-free3 สารล้างทำความสะอาด1 หน่วยจ่ายกลาง CSSD6 เอกสาร ข้อมูล1 Bowie-Dick test14 Carbon footprint ใน CSSD13 CSSD คำถามที่พบบ่อย12 Electronic Bowie-Dick11 Enzymatic Detergent3 Inside CSSD13 ISO 111401 Non-Woven3 Question & Answer13 Reuse of Single Use Devices5 Rigid container for medical devices6 Wet Pack13
แสดงเพิ่มเติม